แสดงมาแล้ว 63 วัน
ทั้งนี้ เมื่อบ่ายวันที่ 13 มี.ค. นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน และคณะ เข้าพบนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอนุมัติขึ้นค่าโดยสารรถร่วมองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดยขอขึ้นค่าโดยสารรถปรับอากาศอีก 2 บาท คือ จากราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท เป็น 14 บาท และสูงสุดที่ 24 บาท เป็น 26 บาท ส่วนรถร้อนขึ้นที่ 1.50 บาท คือจากราคาเริ่มต้นที่ 8.50 บาท เป็น 10 บาทตลอดสาย เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นต้นทุนของการเดินรถถึง 65-70% จากเดิมแค่ 55-60% นอกจากนี้ สมาคมพัฒนารถร่วมเอกชนยังต้องการให้กระทรวงงดจัดเก็บค่าตอบแทนส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ประกอบการต้องจัดส่งให้กับ ขสมก. แบ่งเป็นรถปรับอากาศ 60 บาท/คัน/วัน และรถโดยสารธรรมดา หรือรถร้อน 35 บาท/คัน/วัน และให้ ขสมก. อุดหนุนค่าน้ำมันให้รถร่วม ขสมก.คันละ 320 บาท/คัน เหมือนกับสมัยที่ พล.อ.ชัยนันท์ เจริญศิริ ดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม แนวทางดังกล่าวหากยกเว้นตามที่ร้องขอ จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก และหากราคาน้ำมันมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีก 3 บาทต่อลิตร สมาคมจะเสนอขอให้กระทรวงพิจารณาปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีก
นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้แล้ว ปตท.ควรเร่งขยายสถานีจ่ายก๊าซเอ็นจีวีให้ครอบคลุม เพราะปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากมีผู้ประกอบการใช้รถเอ็นจีวีกว่า 20% ของจำนวนรถร่วมทั้งหมด 3,500 คัน ใช้ก๊าซวันละ 1,300 ตัน แต่ ปตท.มีให้บริการเพียง 800 ตันเท่านั้น ส่วนจะมีการหยุดเดินรถหรือไม่ หากกระทรวงไม่ยอมอนุญาตให้ปรับขึ้นค่าโดยสาร สมาคมขอเวลาประชุมหารือกันอีกครั้ง
ด้านนายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผอ.ขสมก. กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการรถร่วมเอกชนมาเสนอขอปรับราคาค่าโดยสารนั้น มองว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะพิจารณาให้ผู้-ประกอบการปรับราคาค่าโดยสารได้ เนื่องจากในหลักการการพิจารณาปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นนั้น ราคาน้ำมันจะต้องเพิ่มมากกว่า 3 บาท/ลิตร และปัจจุบันราคาน้ำมันยังอยู่ไม่เกิน 30.34 บาท/ลิตร หากเกินกว่านี้ก็ต้องพิจารณา แน่นอน ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการร้องขอให้กระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าบริหารตอบแทนการเข้าร่วมประกอบการนั้น อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาจะอยู่ที่คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ขสมก.มีหน้าที่แค่รับเรื่องเท่านั้น
ขณะที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม กล่าวยืนยันว่า นโยบายกระทรวงคมนาคมจะยังคงตรึงราคาค่าโดยสารในส่วนของรถร่วมโดยสารไปก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะอนุญาตให้พิจารณาปรับค่าโดยสาร แต่หากราคาน้ำมันสูงเกินกว่า 30.34 บาท/ลิตร ยืนยันว่าจะพิจารณาปรับราคาค่าโดยสารแน่นอน ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมนั้น มองว่าค่าธรรมเนียมต่างๆเป็นหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ ผู้ประกอบการก็ควรที่จะปฏิบัติตาม แต่ในส่วน ของกระทรวงจะไปหาทางช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนในด้านอื่นแทน เช่น ปราบปรามรถที่วิ่งทับเส้นทาง เป็นต้น
ในส่วนเรือโดยสารและเรือข้ามฟากซึ่งใช้น้ำมัน ดีเซลเช่นกันนั้น นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดเรื่องการพิจารณาปรับค่าโดยสารเรือโดยสารและเรือข้ามฟาก ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ซึ่งยังไม่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนขึ้นมา ขณะที่นายประสงค์ ตันมณีวัฒนา อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำกล่าวว่า การปรับราคาค่าโดยสารทางน้ำ จะต้องพิจารณาจากราคาน้ำมัน ดีเซล ซึ่งกระทรวงพลังงาน มีนโยบายที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 90 สตางค์ เป็นเวลา 6 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่ถึงเพดานขั้นสูงหรือเกินกว่าลิตรละ 31 บาท จึงยังไม่มีนโยบายที่จะพิจารณา
|