แสดงมาแล้ว 72 วัน
หลังเกิดภัยพิบัติกับประชาชนพม่าจากเหตุพายุไซโคลน นาร์กีส พัดถล่มที่ราบบริเวณปากลุ่มแม่น้ำอิรวะดีมาเนิ่นนานกว่าสัปดาห์ ขณะที่การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทางการพม่าก็ยังล่าช้า และดูเหมือนไม่ทันการณ์นั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่า สถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัยนาร์กีสยังคงเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้ล่าสุดรัฐบาลทหารพม่ายอมเปิดกว้างรับความช่วยเหลือจากนานาชาติมากขึ้น โดยยอมให้เครื่องบินลำเลียงซี 130 ของสหรัฐอเมริกาบินเข้าประเทศได้แล้ว ซึ่งสิ่งของที่ลำเลียงไปชุดแรกมีอาทิ น้ำดื่ม มุ้ง และผ้าห่ม โดยเครื่องบินขึ้นจากสนามบินกองทัพเรืออู่ตะเภา ของไทย ไปถึงยังกรุงย่างกุ้งโดยสวัสดิภาพ ส่วนอีก 2 ลำ คาดว่าจะถึงกรุงย่างกุ้งในวันรุ่งขึ้นทันทีที่รัฐบาลทหารพม่าอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีเรือลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ของสหรัฐฯอีก 3 ลำก็กำลังแล่นในอ่าวเบงกอล เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองย่างกุ้งแล้ว เหลือแต่รอการอนุมัติจากรัฐบาลพม่าเช่นเดียวกัน
ส่วนความช่วยเหลือจากนานาชาตินั้น รายงานข่าวระบุว่า คณะแพทย์ไร้พรมแดนได้จัดเตรียมเครื่องบิน 3 ลำจากประเทศต่างๆ ในยุโรป ลำเลียงทั้งยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นและข้าวของเครื่องใช้ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคออกเดินทางไปพม่าแล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ล่าช้าและประวิงเวลาของรัฐบาลทหารพม่าดังกระหึ่มตามหลังไม่ขาดระยะ อาทิ นายวิน มิน นักวิเคราะห์การเมืองในพม่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ข้าราชการระดับนายพลทั้งหลายในพม่า โดยเฉพาะนายพลตาน ฉ่วย วิตกจริตมากเกินไปกับเครื่องบินรบของสหรัฐฯ เพราะกลัวว่าจะเข้าไปเป็นสายลับให้กับทางการสหรัฐฯ การอนุญาตให้บินเหนือน่านฟ้าในประเทศนั้น จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลพม่ามาก แต่การยินยอมให้เครื่องบินรบสหรัฐฯเข้าประเทศได้ในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการเปิดประตูต้อนรับความหวังดีจากประเทศอื่น และอย่างน้อยก็เป็นความหวังต่อไปในครั้งหน้าหากพม่าต้องประสบภัยธรรมชาติอีก
เช่นเดียวกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ติงรัฐบาลพม่าที่ยังทำงานเชื่องช้าเกินไป ทั้งที่สมควรให้นานาชาติ เข้าประเทศเพื่อไปช่วยชีวิตประชาชนได้มากกว่าเดิมภายในไม่กี่วันนี้ เพราะทุกวันนี้เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้เพียงแค่ร้อยละ 10-20 เท่านั้น ซึ่งหากเป็นไปได้ผู้ที่ยังรอคอยความช่วยเหลือเกือบ 2 ล้านก็จะได้รอดตายจากความอดอยากและหิวโหยมานานร่วม 10 วันได้ ด้านองค์การอาหารและเกษตรกรรม (เอฟเอโอ) ของยูเอ็น ได้ออกเปิดเผยถึงความเสียหายของพม่าจากฤทธิ์พายุไซโคลนนาร์กีสว่า นอกจากชาวพม่าสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมากแล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับชาวนา ควรจะได้ผลผลิตข้าวในช่วงหน้าแล้งนี้ราวร้อยละ 20 ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาข้าวพุ่งกระโดดขึ้นไป ร้อยละ 50 เพราะพม่าจำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านแทน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตพายุ นาร์กีส อาจอยู่ระหว่าง 63,290-101,682 ศพ และสูญหายอีก 220,000 คน และคนที่รอดตายก็ยังเสี่ยงต่อปัญหาสุขอนามัยและโรคระบาด
ในส่วนความช่วยเหลือของไทยนั้น ในวันเดียวกัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำสิ่งของพระราชทานไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรพม่าที่ประสบภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีส โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โปรดให้ดำเนินการซื้อผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร จากจังหวัดต่างๆในทุกภาคของประเทศ ประเภทอาหารพร้อมรับประทาน ยาดม ยาทา เครื่อง อุปโภคบริโภค และเครื่องนุ่งห่ม ไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งมีมูลค่ารวม 6,964,000 บาท ซึ่งสิ่งของพระราชทานดังกล่าว สำนักงานโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว วังศุโขทัย ร่วมกับแม่บ้านสมาชิกโครงการสายใยรักฯ และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ได้ดำเนินการจัดบรรจุหีบห่อ โดยมีภาษาอังกฤษและพม่ากำกับ เพื่อบ่งบอกชนิดและประเภทของสิ่งของพระราชทาน ทั้งนี้ สิ่งของพระราชทานดังกล่าว ได้จัดส่งไปยังประเทศพม่าโดยเครื่องบินลำเลียงกองทัพอากาศในวันที่ 14 พ.ค.นี้ และในการนี้ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.อ.ทรงศักดิ์ ตะวันแจ้ง ผอ.กองงานพระวรชายาฯ เป็นผู้แทนพระองค์นำสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า เพื่อดำเนินการนำสิ่งของพระราชทานดังกล่าวไปช่วยเหลือราษฎรพม่าที่ประสบภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีสต่อไป
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ ที่หน่วยบัญชาการกำลังสำรองกองทัพบก ถึงการช่วยเหลือประเทศพม่าที่ประสบภัยพายุไซโคลน นาร์กีส ว่า กองทัพบกเตรียมการช่วยเหลือในส่วนของทหารช่าง น้ำดื่ม และแพทย์ทหารแล้ว แต่รัฐบาลและกองทัพไทยจะสั่งการอีกครั้ง ทั้งนี้ กองทัพบกพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะนี้พม่ายังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือและคิดว่าพม่าจะไม่ร้องขอมา อยู่ที่ประเทศไทยจะมีความคิดช่วยเหลืออย่างไร ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนประเทศพม่ายังเงียบดีและดีขึ้น
ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้ สัมภาษณ์ในวันเดียวกัน กรณีถูกสื่อมวลชนจากประเทศในกลุ่มยุโรปถามถึงกรณีที่พม่าอาจจะต้องการอาหารจาก ไทยมากขึ้น เนื่องจากถูกไซโคลนนาร์กีสถล่ม ในฐานะที่ไทยเป็นครัวของโลก และไทยจะตั้งกลุ่มโอเรค ซึ่งได้ ตอบยืนยันไปว่าไทยเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบ จะไม่ซ้ำเติมวิกฤติอาหารของโลก จะไม่ตั้งองค์กรที่จะมา กำหนดราคาของข้าวเด็ดขาด ขณะเดียวกัน จะช่วยส่งออกข้าวต่อไป และจะเพิ่มการผลิตข้าวให้พอเพียงเพื่อ ไม่ให้ทั้งคนไทยและต่างชาติหิวโหย
นอกจากนี้ นายนพดลยังกล่าวด้วยว่า ในที่ประชุม ครม.วันที่ 13 พ.ค.นี้ จะขออนุมัติ ครม.ให้เพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยไซโคลนในพม่าอีก เนื่องจากในวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพียง 350 คน คิดว่าเสียหายไม่มาก จึงช่วยเหลือไป 1 แสนเหรียญสหรัฐฯ แต่ขณะนี้ความเสียหายมากมาย จึงเสนอเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทางนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบแล้ว ส่วนการตรวจสอบการใช้เงินบริจาคให้ไปนั้น เราไม่สามารถตรวจสอบได้ และเห็นว่าพม่าไม่มีเหตุที่จะนำเงินไปเข้าพกเข้าห่อใคร มั่นใจว่านำไปช่วยประชาชน
ต่อมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะเดินทางไปประสานกับรัฐบาลพม่าเพื่อเปิดโอกาสให้นานาชาติเข้า ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลน นาร์กีส ว่าเป็นข่าวลือ เพราะตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปทำอะไรส่วนข่าวที่ออกมาไม่ทราบว่าออกมาได้อย่างไร และไม่ จำเป็นต้องไปสอบถามนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
จากนั้นในช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุมมหาเถรฯได้นำเรื่องการช่วยเหลือคณะสงฆ์และประชาชน ประเทศพม่า ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุไซโคลน นาร์กีส เข้าพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน และมีมติเห็นชอบให้นำเงินจากกองทุนวัดช่วยวัด และกองทุนผู้ที่ประสบอุบัติภัยภาคใต้ รวมจำนวนเงิน 3 ล้านบาท ส่งไปช่วยเหลือคณะสงฆ์และประชาชนประเทศพม่า โดยจะส่งผ่านไปในนามรัฐบาลไทย ทั้งนี้จะมีการประสานไปยังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ไปรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว จากสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดสระเกศ โดยเร็วที่สุด
สำหรับในส่วนของนักวิชาการยังมีการถกถึงปัญหาความรุนแรงของพายุไซโคลนนาร์กีส โดยนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า
ปรากฏการณ์พายุไซโคลนที่พัดเข้าไปทำลายบ้านเมืองหลายแห่งในประเทศพม่านั้น ไม่ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะปกติแล้ว พายุหมุนที่เกิดขึ้นในอ่าวเบงกอลนั้น โอกาสที่จะเคลื่อนทิศทางจากตะวันตก มายังฝั่งตะวันออกนั้นน้อยมาก แต่สาเหตุที่เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นเพราะแผ่นดินของพม่าค่อนข้างกว้างใหญ่ อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น สะสมความร้อนเอาไว้สูง ความร้อนดังกล่าวเป็นตัวดึงดูดพายุให้เปลี่ยนทิศทางเบี่ยงเบนเข้ามา สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมาแผ่นดินก็สะสมความร้อนเอาไว้ระดับหนึ่งเช่นกัน แต่ยังไม่กว้างพอที่จะดึงดูดพายุลูกนั้นเข้ามาถึง ถือว่าคลายความกังวลไปสำหรับพายุจากฝั่งตะวันตก
นายอานนท์กล่าวว่า แต่ที่น่ากังวล และต้องจับตามองตั้งแต่บัดนี้ คือพายุที่จะเข้ามาจากฝั่งตะวันออก ทางทะเลจีนใต้ หรือที่เข้าทางฝั่งอ่าวไทย ที่ปกติพายุจากฝั่งอ่าวไทยจะเริ่มมีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน สาเหตุที่ต้องเฝ้าจับตา คือเวลานี้ประเทศไทยยังอยู่ในอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาอยู่ อุณหภูมิเฉลี่ยในทะเลยังติดลบอยู่เล็กน้อย แต่หากเมื่อใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 1 องศาเซลเซียส บรรยากาศจะเปลี่ยนจากลานีญาเป็นเอลนีโญทันที
การพลิกเปลี่ยนแบบนี้ ตามสถิติแล้ว โอกาสที่จะทำให้เกิดพายุในบริเวณอ่าวไทยมีค่อนข้างมาก อย่างเช่น เคยเกิดพายุเกย์ และพายุลินดา จนทำให้หลายพื้นที่บริเวณอ่าวไทยเสียหายมาแล้ว รอบในการเกิดพายุเหล่านี้ ประมาณ 3-4 ปีต่อครั้ง ซึ่งช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เวลานี้จึงต้องจับตาดูให้ดี ดร.อานนท์ กล่าวและว่า ส่วนสภาพอากาศของไทยที่ช่วงนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนนั้น ไม่เกี่ยวกับพายุนาร์กีส หรือแม้แต่พายุรามสูร ที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกแต่อย่างใด
|